เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรแรงงาน สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน ร่วมกับกองนิติการ และกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้จัดอบรมออนไลน์โครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านระบบ Zoom และ YouTube Live เพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติที่ชัดเจนก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้
สำหรับผู้บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) และผู้รับผิดชอบงานทำเงินเดือน (Payroll) กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 ที่องค์กรต้องปรับระบบการทำงาน วันนี้ Centric Outsource ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ รับทำเงินเดือน และ Payroll Outsource ได้รวบรวมและสรุปประเด็นสำคัญทุกมิติ เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องและราบรื่นครับ
1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร และมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็น “หลักประกันความมั่นคงทางการเงิน” ให้แก่ลูกจ้างภาคเอกชน โดยทำหน้าที่สร้างเงินออมก้อนหนึ่งให้แก่ลูกจ้างเมื่อพ้นสภาพการจ้างงานในทุกกรณี (ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง เกษียณอายุ หรือถูกเลิกจ้าง) รวมถึงเป็นหลักประกันส่งต่อให้ทายาทในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต
หลักการทำงานของกองทุนจะเป็นการร่วมกันออมระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง โดยลูกจ้างจ่าย “เงินสะสม” ผ่านการหักจากค่าจ้าง และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” เพิ่มเติมในอัตราที่เท่ากันเข้าสู่กองทุน
2. ใครบ้างที่ต้องเข้ากองทุน? (และเงื่อนไข PVD ที่ต้องระวัง)
2.1 เกณฑ์สถานประกอบการที่เข้าข่าย
- สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยนับรวมพนักงานทุกสาขาทั่วประเทศภายใต้นิติบุคคลเดียวกัน
2.2 ข้อยกเว้นตามกฎหมาย
สถานประกอบการจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้:
1. นายจ้างที่จัดให้มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund – PVD) ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีอัตราเงินสะสมและเงินสมทบไม่น้อยกว่า 2% ถึง 15% ของค่าจ้าง
2. นายจ้างที่มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอื่นของสถานประกอบการ ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวง (มีบัญชีแยกรายบุคคล มีระบบตรวจสอบ และจ่ายคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง)
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญที่สุด (จุดที่ HR มักเข้าใจผิด):
หากบริษัทของท่านมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว แต่ “มีพนักงานบางส่วนยังไม่ได้เป็นสมาชิก PVD” เช่น พนักงานที่อยู่ระหว่างทดลองงาน (Probation), พนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว, หรือพนักงานประจำที่ไม่สมัครใจเข้า PVD
“นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำพนักงานกลุ่มที่ไม่ได้เข้า PVD ทุกคน เข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง!”
โดยนายจ้างต้องยื่นแบบและนำส่งเงินเฉพาะรายชื่อพนักงานกลุ่มที่ยังไม่มี PVD เท่านั้น (คนที่เข้า PVD แล้วไม่ต้องส่งรายชื่อ) และหากบริษัทใดมีพนักงานเข้า PVD ครบ 100% ทุกคน ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นแบบ สคร.3 แต่ให้จัดเตรียมทะเบียนสมาชิก PVD ไว้แสดงต่อพนักงานตรวจแรงงาน
นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีข้อซักถามว่า “นายจ้างสามารถขอยกเลิก PVD เพื่อย้ายพนักงานมาเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทนได้หรือไม่?” ทางวิทยากรกองนิติการได้ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่สามารถทำได้โดยพลการ เนื่องจากการมี PVD ถือเป็นสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง (นายจ้างสมทบ 2-15%) การยกเลิกเพื่อลดมาจ่ายกองทุนสงเคราะห์เพียง 0.25% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ขัดต่อกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เว้นแต่ลูกจ้างจะให้ความยินยอมเป็นเอกฉันท์
3. อัตราเงินสะสม-เงินสมทบ และฐานค่าจ้างในการคำนวณ
3.1 อัตราการจัดเก็บ
- ช่วง 5 ปีแรก (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574):
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
(รวมจัดเก็บฝ่ายละ 0.25% เท่ากับ 0.50% ของค่าจ้าง)
- ระยะถัดไป (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป): ปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง (รวมเป็น 1.00%)
3.2 ฐานค่าจ้างที่นำมาคำนวณ (ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน)
การคำนวณจะคิดจาก “ค่าจ้าง” ที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ได้แก่:
* รายการที่ต้องนำมาคำนวณ: เงินเดือนประจำ, ค่าจ้างรายวัน, ค่าจ้างตามผลงาน, ค่าตำแหน่งประจำ, ค่าครองชีพประจำ, ค่าจ้างในวันหยุด/วันลาตามกฎหมาย, เงินจ่ายชดเชยวันลาพักร้อนที่ใช้ไม่หมด, ค่าน้ำมันรถเหมาจ่าย (ไม่มีใบเสร็จจริง), และค่าคอมมิชชั่นที่เป็นการจ่ายตอบแทนประจำ
* รายการที่ยกเว้น ไม่ต้องนำมาคำนวณ: ค่าล่วงเวลา (OT) ทุกประเภท, ค่าล่วงเวลาในวันหยุด, ค่าที่พักอาศัย, เบี้ยเลี้ยงเดินทางตามบิลจริง, เงินช่วยเหลือสวัสดิการพิเศษ (เช่น ช่วยงานศพ คลอดบุตร), เงินระหว่างหยุดกิจการชั่วคราวตาม ม.75 และค่าชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย
3.3 หลักการปัดเศษสตางค์
ระบบ e-Service ของกรมฯ จะคำนวณและปัดเศษทศนิยมให้อัตโนมัติ โดยดูตำแหน่งทศนิยมที่ 3 เป็นต้นไป หากมีค่าตั้งแต่ 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น หากเป็น 4 ลงมาให้ปัดลง เหลือทศนิยม 2 ตำแหน่งตามหลักคณิตศาสตร์สากล
4. ปฏิทินและขั้นตอนการนำส่งงวดแรก (รอบค่าจ้าง ต.ค. 69 นำส่ง พ.ย. 69)
เพื่อให้ฝ่ายบุคคลและบัญชีวางแผนงานได้อย่างราบรื่น ทางกรมสวัสดิการฯ ได้วางกรอบเวลาปฏิบัติงานไว้ดังนี้:
- วันที่ 15 กันยายน 2569 (เปิดระบบทดสอบ):
กรมฯ จะเปิดระบบ e-Service ส่วนงานใหม่ (หน้าสีม่วง) ให้สถานประกอบการเข้าไปกำหนด PIN Code และทดลองดาวน์โหลดไฟล์แบบฟอร์ม Excel Template (.xlsx) เพื่อเตรียมข้อมูลและทดลองนำเข้าข้อมูลลูกจ้างล่วงหน้า โดยใช้บัญชี Username และ Password เดียวกับระบบ e-Service เดิม (ระบบรายงาน คร.11) - วันที่ 1 ตุลาคม 2569 (เริ่มมีผลบังคับใช้):
เริ่มนับรอบการหักเงินสะสมของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ “จ่ายเดือนไหน หักเดือนนั้น” ตัวอย่างเช่น หากรอบการตัดวิกเงินเดือนของบริษัทคือ 26 ก.ย. – 25 ต.ค. และจ่ายเงินวันที่ 25 ต.ค. หรือสิ้นเดือน 31 ต.ค. ให้ถือว่ายอดที่จ่ายนี้คือค่าจ้างรอบเดือนตุลาคม 2569 ที่ต้องหักเงินสะสม - วันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2569 (กำหนดนำส่งงวดแรก):
- ยื่นแบบ สคร.3: นำเข้าไฟล์ Excel (.xlsx) รายชื่อลูกจ้างเข้าสู่ระบบ e-Service ซึ่งระบบจะคำนวณยอดเงินสะสม (0.25%) และเงินสมทบ (0.25%) รวมให้อัตโนมัติ
- การชำระเงิน: สามารถเลือกสแกน QR Code บนหน้าจอ (อายุโค้ด 10 นาที) ผ่าน Mobile Banking ได้ทันที หรือพิมพ์ใบแจ้งชำระเงิน (Bill Payment) ไปจ่ายผ่านระบบ Corporate Banking ของธนาคารพาณิชย์ หรือเคาน์เตอร์ธนาคาร
- รับหลักฐาน: เมื่อชำระเสร็จสิ้น ระบบจะออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์และแบบ สคร.4 เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี
- การแจ้งเข้า-แจ้งออก: ไม่จำเป็นต้องมีแบบฟอร์มยื่นแยกเหมือนประกันสังคม หากมีพนักงานลาออก ในเดือนสุดท้ายให้ระบุ “วันที่สิ้นสุดการทำงาน” และ “หมายเหตุ” (เช่น ลาออก, โอนย้าย, ไปเข้า PVD) ในไฟล์ สคร.3 ในเดือนถัดไปก็สามารถตัดชื่อพนักงานออกจากไฟล์ได้เลย
5. สิทธิประโยชน์และการจ่ายเงินคืนให้แก่ลูกจ้าง
ประเด็นที่สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกจ้างคือ ลูกจ้างจะได้รับเงินคืน 100% เต็ม (ประกอบด้วย เงินสะสมของลูกจ้าง + เงินสมทบของนายจ้าง + ดอกผลประจำปีที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด) เมื่อพ้นสภาพการจ้างในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง เกษียณอายุ หรือแม้กระทั่งถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรงตาม ม.119 ก็ตาม โดยลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินคืนผ่านระบบ e-Service หรือสำนักงานสวัสดิการฯ พื้นที่ ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาและโอนเงินคืนเข้าบัญชีภายในประมาณ 25 วันทำการ
สำหรับกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ลูกจ้างสามารถยื่นแบบ สคร.5 ผ่านระบบออนไลน์เพื่อระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าได้ แต่หากไม่ได้ทำไว้ กฎหมายกำหนดให้เฉลี่ยจ่ายแก่ทายาทตามกฎหมาย (บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร) ในสัดส่วนที่เท่ากันทุกคน
6. สรุปประเด็น Q&A ยอดฮิตจากการอบรม
- พนักงานอายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณแล้วจ้างต่อ ต้องส่งเงินไหม?
👉 ต้องส่งครับ กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ฯ ไม่มีเพดานอายุขั้นสูง หากยังมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ต้องหักเงินสะสมและส่งเงินสมทบ - ทำงานเพียง 3 วันแล้วลาออก ต้องส่งไหม?
👉 ต้องส่งครับ คำนวณหัก 0.25% จากค่าจ้างจริง 3 วันที่จ่ายให้ลูกจ้าง - เงินสะสมนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่?
👉 ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ทำหนังสือหารือไปยังกระทรวงการคลัง/กรมสรรพากรแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย - การโอนย้ายพนักงานไปยังบริษัทในเครือ?
👉 หากเปลี่ยนเลขนิติบุคคล ถือเป็นการเปลี่ยนนายจ้าง (สิ้นสุดสภาพการจ้างเดิม) บริษัทเดิมต้องแจ้งสิ้นสุดการทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินคืนจากบริษัทเดิม หรือเลือกคงเงินสะสมไว้ในกองทุนเพื่อสะสมต่อกับบริษัทใหม่ได้
7. บทบาทของ Centric Outsource ในการช่วยองค์กรรับมือกฎหมายใหม่
การบังคับใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการคำนวณเงินเดือนของทุกองค์กร ทั้งการคัดกรองพนักงานที่ยังไม่มีสิทธิ PVD การปรับสูตรหัก 0.25% จากฐานค่าจ้างปกติที่ไม่รวม OT และการนำส่งไฟล์ตามฟอร์แมต สคร.3
หากองค์กรของท่านต้องการความมั่นใจในความถูกต้อง ลดภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนของทีม HR และป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การเลือกใช้บริการ Payroll Outsource (รับทำเงินเดือน) จาก Centric Outsource คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด
ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ Centric Outsource พร้อมดูแลงานประมวลผลเงินเดือนแบบครบวงจร ตั้งแต่การคำนวณภาษี ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตลอดจน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างระบบใหม่ พร้อมจัดทำไฟล์นำส่งและ e-Payslip ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องงานหลังบ้านอีกต่อไป
📞 สนใจรับคำปรึกษาหรือสอบถามบริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsource):
ติดต่อทีมงาน Centric Outsource ได้ที่เว็บไซต์ www.centricoutsource.com เพื่อรับข้อเสนอและแพ็กเกจที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจของคุณได้ทันทีครับ
ยกระดับการบริหารค่าจ้างและเงินเดือนให้แม่นยำ 100% กับ Centric Outsource
พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงาน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และภาษี โดยทีมงานมืออาชีพ
